สรุปภาวะเศรษฐกิจการเงิน

วันที่ 18 พฤศจิกายน 2552

ภาวะเศรษฐกิจโลก
แนวโน้มราคาน้ำมัน
ภาวะเศรษฐกิจไทย
ประเด็นอื่นๆ ที่น่าสนใจ
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ภาวะเศรษฐกิจโลก

ภาวะเศรษฐกิจทั่วโลกเริ่มส่งสัญญาณในทิศทางบวกที่ชัดเจนมากขึ้น โดยได้รับปัจจัยหนุนจากการอัดฉีดเม็ดเงิน ของรัฐบาลหลายประเทศทั่วโลก รวมทั้งการดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย ซึ่งช่วยเอื้อต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ สะท้อนได้จากตัวเลขผลผลิตอุตสาหกรรม (Industrial output) ในหลายประเทศที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา

สำหรับแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อ คาดว่าโดยรวมแล้ว แรงกดดันด้านเงินเฟ้อน่าจะอยู่ในระดับต่ำต่อเนื่องในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า ส่วนหนึ่งเป็นผลจากอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ต่ำกว่าอัตราการเติบโตเฉลี่ย (Trend growth) ซึ่งส่งผลให้ Output gap ยังอยู่ในระดับสูง อย่างไรก็ดี ขณะนี้ได้เริ่มมีความกังวลใจเกี่ยวกับ Asset price bubbles ในกลุ่มประเทศ Emerging markets บางประเทศ เช่น จีน เนื่องจากมาตรการกระตุ้นการปล่อยสินเชื่อของรัฐบาล ซึ่งส่งผลให้สินเชื่อใน ประเทศขยายตัวอย่างรวดเร็วในช่วงที่ผ่านมา ขณะที่ฮ่องกงเองก็มีความเสี่ยงเช่นเดียวกัน เนื่องจากอัตราแลกเปลี่ยนผูกติด กับค่าเงินดอลลาร์สรอ. (Rigid exchange rates) และการดำเนินนโยบายการเงินที่ผ่อนคลาย โดยล่าสุด ธนาคารกลาง ฮ่องกง (HKMA) ได้ออกมาตรการควบคุมการปล่อยสินเชื่อให้มีความรัดกุมมากยิ่งขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงของ Overheating economy

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าเศรษฐกิจโลกจะได้ผ่านจุดต่ำสุดมาแล้ว แต่การฟื้นตัวคงจะไม่เร็วมากนัก โดยรูปแบบการ ฟื้นตัว (Shape of recoveries) ของประเทศกลุ่ม Advanced economies โดยเฉพาะยุโรป และญี่ปุ่น คงจะเป็นไปอย่าง ล่าช้ากว่าสหรัฐฯ ขณะที่อัตราการเติบโตในช่วง 1-2 ปีข้างหน้ามีแนวโน้มต่ำกว่า trend growth ส่วนหนึ่งเนื่องมาจาก โครงสร้างในภาคการเงินการธนาคารที่ยังคงมีปัญหาสะสม รวมทั้งปัญหาการว่างงานสูง ซึ่งทำให้คนลดการใช้จ่ายและหัน กลับมาออมเงินมากขึ้น ขณะที่แนวโน้มการเติบโตของกลุ่มประเทศ Emerging economies โดยเฉพาะจีน อินเดีย และ เกาหลีใต้ มีแนวโน้มขยายตัวอย่างค่อนข้างแข็งแกร่ง

สหรัฐฯ เศรษฐกิจสหรัฐฯ ในไตรมาส 3 กลับมาขยายตัวเป็นบวกเป็นครั้งแรกในรอบ 1 ปีที่ 3.5% (QOQ,SA) หลังจากที่ติดลบ 0.7% ในไตรมาสสอง เป็นผลจากการปรับตัวดีขึ้นของการบริโภคภาคเอกชน การสะสมสินค้าคงคลัง การ ส่งออก และการลงทุนก่อสร้างที่อยู่อาศัย บวกกับแรงกระตุ้นภาคการคลังซึ่งช่วยกระตุ้นการบริโภคภาคเอกชน โดยการใช้ จ่ายของภาคครัวเรือน (PCEs) ในไตรมาสนี้ขยายตัวสูงสุดในรอบ 2 ปีที่ 3.4%

อย่างไรก็ตาม อุปสงค์ภายในประเทศโดยเฉพาะการบริโภคภาคเอกชนซึ่งมีสัดส่วนสูงถึงประมาณ 70% ของ เศรษฐกิจ ยังคงมีแนวโน้มเปราะบาง สะท้อนได้จากดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคของ Conference Board ล่าสุดในเดือน ตุลาคมที่ยังคงปรับลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 โดยอยู่ที่ระดับ 47.7 จากเดือนกันยายนที่ 53.4 โดยมีสาเหตุหลักมาจาก ความกังวลใจเกี่ยวกับภาวะการมีงานทำและรายได้ในอนาคต ทำให้ผู้บริโภคมีความระมัดระวังการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น ขณะที่อัตราการว่างงานยังทรงตัวในระดับสูงต่อเนื่อง โดยล่าสุดในเดือนตุลาคมอยู่ที่ระดับ 10.2% ซึ่งนับเป็นระดับที่สูง ที่สุดในรอบ 26 ปี ซึ่งทำให้นักลงทุนส่วนใหญ่คาดการณ์ว่า FED น่าจะตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย หรือ FED Fund Rate ไว้ที่ระดับปัจจุบันต่อไปอีกระยะหนึ่ง

สำหรับแนวโน้มค่าเงินดอลลาร์สรอ. มีทิศทางที่อ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่องในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า ซึ่งเป็นผลมาจาก ปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ที่อ่อนแอ

กลุ่มสหภาพยุโรป ภาวะเศรษฐกิจของกลุ่มสหภาพยุโรปปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่องและกลับมาขยายตัวเป็น บวกอีกครั้งในไตรมาส 3 หลังจากที่หดตัวต่อเนื่องกันถึง 5 ไตรมาส โดยในไตรมาสนี้ขยายตัว 1.5% (QOQ, SAAR) โดย ภาวะเศรษฐกิจของประเทศซึ่งมีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุด 3 อันดับแรกของกลุ่ม คือ เยอรมัน ฝรั่งเศส และอิตาลี ปรับตัวดี ขึ้นทุกประเทศ ทั้งนี้ ปัจจัยสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจยุโรปมาจากนโยบายภาครัฐ ทั้งในส่วนของนโยบายการเงิน และนโยบายการคลังที่ผ่อนคลาย รวมทั้งการส่งออกที่ปรับตัวดีขึ้นตามสถานการณ์การค้าโลก ขณะที่ปัญหาหลักซึ่งเป็น ปัจจัยเสี่ยงต่อแนวโน้มการฟื้นตัวของกลุ่มสหภาพยุโรป คือ ปัญหาการว่างงานที่ยังทรงตัวอยู่ในระดับสูง โดยล่าสุดสูงสุดใน รอบ 10 ปี

ญี่ปุ่น เศรษฐกิจส่งสัญญาณฟื้นตัวชัดเจนมากขึ้น โดยอัตราการว่างงาน ล่าสุดในเดือนกันยายนอยู่ที่ 5.3% ลดลงต่อเนื่องจากเดือนสิงหาคมที่ 5.5% และอยู่ในระดับต่ำสุดในรอบ 4 เดือน ขณะเดียวกัน Job-to-application ratio ซึ่ง เป็น leading indicators ของแนวโน้มการจ้างงานในอนาคตก็ปรับตัวดีขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 2 ปีเช่นกัน นอกจากนี้ ผลผลิตภาคอุตสาหกรรม และยอดค้าปลีกในเดือนกันยายนก็ออกมาดีกว่าที่คาด รวมทั้งยังมีความเป็นไปได้ว่าธนาคาร กลางญี่ปุ่น (BOJ) อาจจะเริ่มพิจารณา phase out มาตรการฉุกเฉินต่างๆ (Exit strategy) ในเดือนธันวาคมนี้

อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจญี่ปุ่นยังคงมีความเสี่ยงในเรื่องภาวะเงินฝืด (Deflation) ซึ่งอาจส่งผลให้ผู้บริโภคเลื่อนการ ใช้จ่ายออกไปก่อน เพื่อรอให้ราคาสินค้าและบริการปรับลดลงในอนาคตปรับลดลงอีก ทั้งนี้ BOJ คาดว่าญี่ปุ่นจะประสบ ปัญหาภาวะเงินฝืดต่อเนื่องยาวนานไปจนถึงปี 2011 หรืออีกนัยหนึ่งเป็นการส่งสัญญาณว่า BOJ น่าจะตัดสินใจคงอัตรา ดอกเบี้ยนโยบาย (Overnight call rate) ไว้ที่ 0.1% ต่อไป เพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ

จีน เศรษฐกิจมีการฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง โดย GDP ล่าสุดในไตรมาส 3 ขยายตัวร้อยละ 8.9 (YOY) ซึ่งเป็นการ ขยายตัวต่อเนื่องจากสองไตรมาสแรกที่ร้อยละ 6.1 และ 7.9 ตามลำดับ โดยได้รับปัจจัยหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ มูลค่า 4 ล้านล้านหยวนข องรัฐบาล ซึ่งช่วยกระตุ้นให้การบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนฟื้นตัวดีขึ้น โดยเฉพาะการลงทุน ในโครงการอสังหาริมทรัพย์ประเภทที่อยู่อาศัย (Residential investment)

แนวโน้มราคาน้ำมัน

สำหรับแนวโน้มราคาน้ำมันในปีหน้า ทางศูนย์วิจัยฯ มองว่าราคาน้ำมันในตลาดโลกน่าจะค่อยๆ ปรับเพิ่มขึ้นแต่ ไม่น่าเป็นห่วง เพราะคาดว่าอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยจะไม่สูงนัก แต่ในระยะสั้น อาจได้เห็นเงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจากฐาน ดัชนีราคาผู้บริโภคที่ต่ำในช่วงปลายปีที่แล้วถึงต้นปีนี้ นอกจากนี้ การยกเลิกมาตรการลดค่าครองชีพ (รถเมล์ฟรี รถไฟฟรี) จะเป็น upside risk ต่อเงินเฟ้อ ทั้งนี้ ให้จับตาดูราคาน้ำมันโลกว่าจะพุ่งขึ้นเร็วกว่าที่ธนาคารแห่งประเทศไทยคาดการณ์ไว้ หรือไม่ (BOT มองราคาเฉลี่ยน้ำมันดิบ Dubai ในปี 2553 ที่ 80 USD/bbl)

ภาวะเศรษฐกิจไทย

ในส่วนของภาวะเศรษฐกิจไทย จากรายงานแนวโน้มเงินเฟ้อฉบับล่าสุด ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ปรับ เพิ่มประมาณการเศรษฐกิจปี 2553 ขึ้นจากเดิม โดยคาดว่า GDP จะขยายตัว 3.3-5.3% (เดิมมอง 3.0-5.0%) ตามการ ขยายตัวของเศรษฐกิจโลก (ประเทศคู่ค้า) ซึ่งคาดว่าจะมีการเติบโตทางเศรษฐกิจราว 4.4% (เดิมมอง 3.4%) นอกจากนี้ อัตราเงินเฟ้อก็มีแนวโน้มเร่งตัวขึ้นสู่จุดสูงสุดในช่วงกลางปี ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) มองว่า ธปท. ไม่น่าจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายก่อนช่วงครึ่งหลังของปีหน้า ซึ่งสอดคล้องกับความคิดเห็นของ ผู้เข้าร่วมประชุมส่วนใหญ่ซึ่งมองว่าการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายน่าจะเป็นช่วงครึ่งหลังของปี 2553

อนึ่ง ในช่วงที่ผ่านมา ดัชนีชี้วัดเศรษฐกิจต่างๆ เริ่มมีสัญญาณฟื้นตัว โดยเฉพาะการผลิตภาคอุตสาหกรรมที่ถูก ขับเคลื่อนด้วยการส่งออกที่ปรับตัวดีขึ้น ตามการฟื้นตัวของการผลิตอุตสาหกรรมของกลุ่มประเทศ OECD ทั้งนี้ การฟื้นตัว ของภาคอุตสาหกรรมไทยเห็นได้ชัดในกลุ่มอุตสาหกรรมชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ ขณะที่ภาคการท่องเที่ยว พบว่าจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน โดยคาดว่าในช่วงปลายปี น่าจะเห็นการขยายตัวของจำนวนนักท่องเที่ยว (YOY) กลับเป็นบวก ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลของ Base effect อย่างไรก็ดี การฟื้นตัวของธุรกิจโรงแรมยังมีแนวโน้มเปราะบาง เพราะ แม้ว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจะปรับตัวสูงขึ้น แต่อัตราการใช้ห้องพัก (Hotel occupancy rate) ยังอยู่ในระดับต่ำกว่าค่าเฉลี่ย ในอดีต สำหรับการบริโภคภาคเอกชนปรับตัวดีขึ้น แต่การลงทุนภาคเอกชนยังคงหดตัวค่อนข้างสูง (YOY) แม้ว่าจะเริ่มดีขึ้น กว่าช่วงก่อนหน้านี้ก็ตาม เนื่องจากปัจจัยลบหลายประการที่ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน อาทิ สถานการณ์ทางการเมืองในประเทศที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง และอัตราการใช้กำลังการผลิต (Capacity utilization rate) ที่ยังอยู่ใน ระดับต่ำ

SCB EIC มองว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2553จะขยายตัวได้ราว 3.5-4.0% ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก แต่ การใช้จ่ายภายในประเทศอาจจะฟื้นตัวได้ไม่มากนัก ขณะที่แรงกระตุ้นจากการใช้จ่ายภาครัฐอาจทำได้ค่อนข้างจำกัด ส่วน หนึ่งเนื่องมาจากการปรับลดงบประมาณประจำปี 2553 ลงประมาณ 2 แสนล้านบาท ทำให้การเบิกจ่ายตามแผนปฏิบัติ การไทยเข็มแข็งในปี 2553 อาจทำได้แค่นำมาชดเชยในส่วนของงบประมาณที่ถูกตัดไป

ประเด็นอื่นๆ ที่น่าสนใจ

กรณีข้อพิพาทระหว่างไทย-กัมพูชา ที่ประชุมมองว่าผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าวไม่น่าจะรุนแรงมากนัก เนื่องจากทางการไทยเองก็ไม่ต้องการตอบโต้เพราะจะเป็นการขยายผล และจะทำให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจมาก ขึ้น แม้ว่ากัมพูชาอาจได้รับผลกระทบมากกว่าเราก็ตาม โดยคาดว่าทางการไทยน่าจะจับตาดูความเคลื่อนไหวของทางการ กัมพูชาอย่างใกล้ชิดต่อไป

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันเกี่ยวกับกรณีนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดและได้แสดง ความเป็นห่วงต่อผลกระทบทางเศรษฐกิจโดยเฉพาะด้านการลงทุน นอกจากนี้ ยังมีการพูดถึงต้นตอของปัญหาดังกล่าวซึ่ง อาจเกิดจากการที่รายได้ของรัฐที่เกิดจากการผลิตในท้องถิ่นแต่ถูกจัดเก็บภาษีที่กรุงเทพฯ (ตามที่ตั้งของบริษัท) โดยไม่ได้ ถูกส่งกลับไปพัฒนาท้องถิ่นอย่างจริงจัง ซึ่งทำให้เกิดปัญหาหลายอย่างตามมาทั้งทางด้านสุขภาพ และสวัสดิการชุมชน (เช่น ระบบน้ำประปาไม่เพียงพอ) ทำให้ความเป็นอยู่ของคนในท้องถิ่นไม่ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม ทางบริษัทเอกชนเองก็ ตระหนักถึงปัญหาดังกล่าวเป็นอย่างดีและต้องการดูแลเรื่องสิ่งแวดล้อมอยู่แล้ว เพียงแต่ต้องการให้ทางการออกกฎระเบียบ ต่างๆ ที่ชัดเจนเท่านั้น คาดว่าทั้ง 76 โครงการที่กำลังเป็นข้อพิพาทอยู่ในขณะนี้ บางส่วนที่ไม่มีผลเสียต่อสิ่งแวดล้อมน่าจะ ได้รับการอนุญาตให้ดำเนินการต่อไปได้ในระหว่างรอคำตัดสินของศาลปกครองกลาง

ส่วนประเด็นสุดท้าย เป็นเรื่องของแผนพัฒนาระบบสถาบันการเงินระยะที่สอง ซึ่งจะเป็นการปูทางให้ธนาคาร พาณิชย์ไทยมีความพร้อมต่อการแข่งขันที่จะมีความเสรีมากขึ้น โดยเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน (ลดต้นทุน) เพิ่ม ความเข้มแข็ง และความสามารถในการปรับตัวเร็วเพื่อรองรับความผันผวนต่างๆ นอกจากนี้ ยังต้องมีการให้บริการที่ หลากหลายและทั่วถึง และต้องมีความโปร่งใสในการให้บริการ เพื่อให้ประชาชนและผู้ใช้บริการเข้าถึงบริการได้อย่าง สะดวก ปลอดภัย และค่าใช้จ่ายถูกลง ทั้งนี้ ที่ประชุมมองว่าธนาคารต่างๆ จะต้องให้ความสำคัญกับแผนพัฒนาฯ ดังกล่าว และ จำเป็นต้องมีการปรับตัวอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อรองรับการแข่งขันที่จะเพิ่มมากขึ้นในอนาคต